เมื่อถูกเรียกค่าปรับรายวันจากการส่งงานล่าช้า หลายคนคิดว่ามีลายเซ็นแล้วต้องจ่ายทุกบาท หรือกลับกันคิดว่าขอศาลลดได้จึงไม่ต้องสนใจหนังสือทวงถาม ทั้งสองแนวคิดเสี่ยงเกินไป ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 ให้อำนาจศาลลดเบี้ยปรับที่สูงเกินส่วน แต่จำนวนที่จะลดต้องพิจารณาข้อเท็จจริง ไม่ใช่ส่วนลดอัตโนมัติ
การตรวจควรแยกสามคำถาม: ข้อสัญญานี้เป็นเบี้ยปรับจริงหรือไม่ เกิดเหตุให้เรียกตามสัญญาแล้วหรือยัง และยอดที่เรียกสูงเกินส่วนหรือคำนวณผิดอย่างไร บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไปสำหรับจัดประเด็นปรึกษาทนาย ไม่ใช่คำแนะนำให้หยุดจ่ายหรือยอมรับหนี้ในกรณีใดกรณีหนึ่ง
มาตรา 379 กล่าวถึงการสัญญาว่าจะให้เบี้ยปรับเมื่อไม่ชำระหนี้หรือชำระไม่ถูกต้องสมควร โดยกรณีทั่วไปต้องตรวจเรื่องผิดนัดด้วย สำหรับหน้าที่งดเว้นการกระทำ ให้ดูการฝ่าฝืนหน้าที่นั้น ส่วนชื่อที่คู่สัญญาตั้ง เช่น ค่าธรรมเนียม ค่าเสียหาย หรือค่าปรับ ไม่ควรใช้ตัดสินลักษณะทางกฎหมายโดยไม่อ่านเนื้อหาและบริบท
กรณีไม่ชำระหนี้เลยกับชำระล่าช้ามีรายละเอียดต่างกัน มาตรา 380 และ 381 วางหลักเกี่ยวกับการเรียกเบี้ยปรับ การชำระหนี้ และค่าเสียหายต่างกันตามกรณี โดยเฉพาะการรับชำระหนี้ในกรณีมาตรา 381 ต้องตรวจการสงวนสิทธิเรียกเบี้ยปรับในเวลารับชำระ จึงควรนำเอกสารรับมอบและข้อความรับงานมาอ่านพร้อมสัญญา
มาตรา 383 ให้พิจารณาทางได้เสียของเจ้าหนี้ทุกอย่างที่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่จำกัดเพียงความเสียหายเป็นเงิน การอธิบายว่าตนจ่ายไม่ไหวจึงยังไม่ตอบครบ ต้องดูความสำคัญของกำหนดส่งงาน ผลต่อการใช้งาน ความเสียหายที่กล่าวอ้าง และพฤติการณ์ของการผิดสัญญา หลักนี้ไม่ทำให้เจ้าหนี้เรียกได้ทุกยอดโดยไม่ต้องอธิบายเช่นกัน
ไม่ควรใช้สูตรว่าเบี้ยปรับต้องไม่เกินกี่เปอร์เซ็นต์ของราคาสัญญากับทุกธุรกิจ เพราะมาตรานี้ไม่ได้กำหนดอัตราลดตายตัว และสัญญาบางประเภทอาจมีกฎหมายเฉพาะหรือข้อเท็จจริงอื่นเกี่ยวข้อง การเปรียบเทียบยอดกับมูลค่างานช่วยตั้งคำถาม แต่ไม่ใช่คำวินิจฉัยสุดท้ายว่าศาลต้องลดเหลือเท่าใด
สมมติสัญญางานราคา 200,000 บาท กำหนดค่าปรับวันละ 5,000 บาท และมีหนังสือเรียก 30 วัน ยอดตามการคูณคือ 150,000 บาท หรือ 75% ของราคางาน นี่เป็นตัวอย่างสมมติ ไม่ใช่ผลคดี และตัวเลข 75% ไม่ได้แปลว่าสูงเกินส่วนโดยอัตโนมัติ
ก่อนถกเรื่องลด ต้องตรวจว่าเริ่มนับวันใด มีการขยายเวลาหรือแก้ขอบเขตงานหรือไม่ ส่งงานส่วนใดแล้ว และผู้ว่าจ้างรับงานอย่างไร หากมีวันซ้ำหรือใช้วันเริ่มผิด นั่นเป็นประเด็นคำนวณต่างจากประเด็นขอลดตามมาตรา 383 จากนั้นจึงจัดข้อมูลผลกระทบจริงและประโยชน์ที่เจ้าหนี้ยังได้รับ เพื่อให้ทนายประเมินข้อโต้แย้งอย่างมีน้ำหนัก
ชุดแรกคือสัญญาและภาคผนวกทุกฉบับ รวมเอกสารเปลี่ยนงาน ชุดที่สองคือเส้นเวลา: กำหนดเดิม คำขอขยายเวลา วันพร้อมส่ง วันส่งจริง และวันรับงาน ชุดที่สามคือยอดเงิน แยกเงินต้น เบี้ยปรับ ค่าเสียหาย และดอกเบี้ยตามที่อีกฝ่ายเรียก ไม่รวมทุกอย่างเป็นค่าปรับก้อนเดียว
เก็บอีเมล แชต ใบรับมอบ และใบเสร็จต้นฉบับ พร้อมระบุว่าเอกสารใดสนับสนุนวันหรือยอดใด หากมีความเสียหายที่ยังพิสูจน์ไม่ได้ให้แยกเป็นข้อกล่าวอ้าง ไม่เติมรายละเอียดเพื่อให้เหตุผลดูสมบูรณ์ อีกฝ่ายอาจมีประโยชน์ที่ไม่ใช่ตัวเงิน จึงควรบันทึกคำอธิบายของเขาไว้ด้วย ไม่ตัดทิ้งเพียงเพราะไม่มีใบเสร็จ
มาตรา 383 ระบุว่าเมื่อได้ใช้เงินตามเบี้ยปรับแล้ว สิทธิเรียกร้องขอลดเป็นอันขาดไป จึงไม่ควรเข้าใจว่าจ่ายไปก่อนแล้วค่อยฟ้องขอลดได้เสมอ หากจะชำระบางส่วน หักกลบ หรือทำข้อตกลงยุติเรื่อง ให้ทนายตรวจลักษณะการชำระและข้อความที่จะลงนามก่อน โดยไม่สรุปเองว่าเขียนสงวนสิทธิแล้วจะแก้ผลทุกกรณีได้
หากได้รับหมายศาลหรือมีวันนัด ต้องจัดการกำหนดเวลาควบคู่กับการเจรจา ไม่รอให้ได้ข้อยุติเรื่องยอดก่อน B Law Firm ให้บริการปรึกษากฎหมายและข้อพิพาท สามารถนำสัญญา ตารางคำนวณ และเส้นเวลาไปให้ตรวจว่าเหตุเรียกเกิดขึ้นหรือไม่ มีข้อโต้แย้งใด และควรใช้ทางเลือกเจรจาหรือดำเนินคดีอย่างไรตามข้อเท็จจริง

"Be your trusted Partner" - เราพร้อมพิทักษ์สิทธิประโยชน์ของคุณ
กลับไปที่บทความทั้งหมดเล่าเรื่องของท่านสั้น ๆ ผ่านแบบฟอร์มปรึกษาทนายความออนไลน์ แล้วทนายความจะติดต่อกลับ
กรอกแบบฟอร์มปรึกษาทนายความ